วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554
ความรู้เรื่องโรคมะเร็ง
ใครๆ ก็รู้ว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก มีคนทั่วโลกตายด้วยโรคนี้เป้นอันดับต้นๆ วันนี้สาระน่ารู้จะมาพูดถึงสาระน่ารู้เรื่องโรคกันนะครับ โรคมะเร็งนั้นเป็นเซลล์เนื้อร้าย ที่เจริญเติบโตผิดปกติแผ่แทรกซึม เบียดเข้าไปในเซลล์ดีที่อยู่รอบด้าน ไม่อยู่ในระเบียบแบบแผน ของร่างกายกินเข้าไปในหลอดโลหิตและน้ำเหลือง กระจายไปทั่วอวัยวะอื่น ๆ และ ไปเจริญเติบโต ขึ้นที่นั่นทำให้เนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นเสียไป ถ้าเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สำคัญนั้นเสียไป ถ้าเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สำคัญ ของร่างกายเช่น ปอด ตับสมอง ก็จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว
สาเหตุของโรคมะเร็ง
ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดในสัตว์ เช่น หนู แฮมสเตอร์และกระต่าย คือ ไวรัส เช่นโปลิโอมาไวรัส ที่ทำให้เป็นหวัดในคนสามารถทำให้เกิดมะเร็งในหนูได้ ส่วนในคนนั้นเรายัง ไม่เคยแยกเชื้อไวรัสจากมะเร็งได้เลย เชื่อกันว่าการที่จะเกิดมะเร็งนั้น มีสาเหตุช่วยร่วมอยู่ด้วยได้แก่ สารเคมีบาง ชนิด การกระทบกระแทก แผลเรื้อรัง รังสีแสงแดด ปาราสิตบางชนิด สำหรับสารเคมีพวกที่สามารถทำให้เกิด มะเร็งในสัตว์ทดลองได้นั้นเราเรียกว่า คาร์ซิโนเจน (Carcinogen)ซึ่งเป็นตัวที่ไปทำให้โครโมโซม ที่อยู่ในนิวเคลียสของ เซลล์ปกติของร่างกายพิการไปโดยทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวออกไปเรื่อย ๆไม่หยุด จนเป็นก้อนมะเร็ง ลุกลามเบียดเสียดเซลล์ดีออกไปจนเป็นอันตรายต่ออวัยวะนั้นและแตกกระจายออกไปเป็นอันตรายต่อร่างกายในที่สุด
สาเหตุของโรคมะเร็ง
ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดในสัตว์ เช่น หนู แฮมสเตอร์และกระต่าย คือ ไวรัส เช่นโปลิโอมาไวรัส ที่ทำให้เป็นหวัดในคนสามารถทำให้เกิดมะเร็งในหนูได้ ส่วนในคนนั้นเรายัง ไม่เคยแยกเชื้อไวรัสจากมะเร็งได้เลย เชื่อกันว่าการที่จะเกิดมะเร็งนั้น มีสาเหตุช่วยร่วมอยู่ด้วยได้แก่ สารเคมีบาง ชนิด การกระทบกระแทก แผลเรื้อรัง รังสีแสงแดด ปาราสิตบางชนิด สำหรับสารเคมีพวกที่สามารถทำให้เกิด มะเร็งในสัตว์ทดลองได้นั้นเราเรียกว่า คาร์ซิโนเจน (Carcinogen)ซึ่งเป็นตัวที่ไปทำให้โครโมโซม ที่อยู่ในนิวเคลียสของ เซลล์ปกติของร่างกายพิการไปโดยทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวออกไปเรื่อย ๆไม่หยุด จนเป็นก้อนมะเร็ง ลุกลามเบียดเสียดเซลล์ดีออกไปจนเป็นอันตรายต่ออวัยวะนั้นและแตกกระจายออกไปเป็นอันตรายต่อร่างกายในที่สุด
ประโยชน์ของผักแต่ละสี
ผักเป็นอาหารมากคุณค่า อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระนานาชนิด ช่วยปกป้องเราจากโรคร้ายต่างๆ ผักที่เรากินทุกวันนี้แบ่งได้ 5 กลุ่มใหญ่ๆ ตามเม็ดสี ซึ่งให้คุณประโยชน์แตกต่างกันไป เราควรจึงกินผักให้ได้หลากหลายสีในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าสารอาหารเต็มที่
ผักสีแดง เช่น พริกแดง มะเขือเทศ เกิดจากเม็ดสีในกลุ่ม ไลโคฟีน ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างการ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง
ผักสีส้ม สีเหลือง มาจากเม็ดสีกลุ่ม แคโรทีนอยด์ วิตามินเอ วิตามินซี ช่วยบำรุงสายตาทำให้มองเห็นได้มีในตอนกลางคืน ป้องกันโรคต้อกระจก บำรุงหัวใจและหลอดเลือด ผักสีส้มและสีเหลือง เช่น ฟักทอง แครอท
ผักสีเขียว เช่น ผักใบเขียวต่างๆ มาจากกลุ่มเม็ดสีที่ชื่อว่า คลอโรฟิลล์ และสารประเภทอื่นๆ ซึ่งช่วยปกป้องดีเอ็มเอไม่ให้ถูกทำลายจนกลายเป็นเนื้อร้าย รักษาหลอดเลือดให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของร่างกายและช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อ ผลเสียต่อสุขภาพบำรุงสมองและความจำ และบำรุงสุขภาพผู้สูงอายุ
ผักสีขาว สีน้ำตาลอ่อน มาจากเม็ดสีกลุ่ม แอนโทแซนทิน ผักในกลุ่มนี้เช่น กระเทียม หอมหัวใหญ่ เห็น เซเลอรี มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล ต่อต้านการเกิดเนื้องอก ป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ ต้านการติดเชื้อ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและเสริมภูมิคุ้มกัน
ผักสีแดง เช่น พริกแดง มะเขือเทศ เกิดจากเม็ดสีในกลุ่ม ไลโคฟีน ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างการ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง
ผักสีส้ม สีเหลือง มาจากเม็ดสีกลุ่ม แคโรทีนอยด์ วิตามินเอ วิตามินซี ช่วยบำรุงสายตาทำให้มองเห็นได้มีในตอนกลางคืน ป้องกันโรคต้อกระจก บำรุงหัวใจและหลอดเลือด ผักสีส้มและสีเหลือง เช่น ฟักทอง แครอท
ผักสีเขียว เช่น ผักใบเขียวต่างๆ มาจากกลุ่มเม็ดสีที่ชื่อว่า คลอโรฟิลล์ และสารประเภทอื่นๆ ซึ่งช่วยปกป้องดีเอ็มเอไม่ให้ถูกทำลายจนกลายเป็นเนื้อร้าย รักษาหลอดเลือดให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของร่างกายและช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อ ผลเสียต่อสุขภาพบำรุงสมองและความจำ และบำรุงสุขภาพผู้สูงอายุ
ผักสีขาว สีน้ำตาลอ่อน มาจากเม็ดสีกลุ่ม แอนโทแซนทิน ผักในกลุ่มนี้เช่น กระเทียม หอมหัวใหญ่ เห็น เซเลอรี มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล ต่อต้านการเกิดเนื้องอก ป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ ต้านการติดเชื้อ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและเสริมภูมิคุ้มกัน
เทคนิคออกกำลังสมอง
ยังเป็นที่น่าสงสัยว่ามนุษย์นั้นแตกต่างจากสัตว์ตรงไหน ถ้าพูดตามพุทธศาสนา เราต่างกับสัตว์ที่จิต แต่ถ้าพูดในแย่วิทยาศาสตร์ แน่นอนย่อมต่างกันที่สมอง เพราะสมองนั้นถือว่าเป็นอวัยวะสั่งการการทำงานของคนเรา ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าต้องดูแลรักษาให้ดีที่สุด อย่าให้เสื่อมก่อนวัยอันควร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีอัตราของคนที่เป็นโรคสมองเสื่อมก่อนวัยอันควร ในอายุที่น้อยลง ดังนั้น เราจะมาดูแลสมองของเราด้วยกัน 9 วิธีง่ายๆ เพื่อดูแลสุขภาพสมองของเราให้สมบูรณ์
1. เรานอนหลับไปโดยไม่ได้รับประทานอะไรเข้าไปเป็นเวลา 7-8 ชั่วโมงแน่นอนร่างกายย่อยต้องการอาหารเป็นธรรมดา เพระาฉนั้นมือเช้าถือว่าสำคัญมาก ควรที่จะรับประทานอาหารเช้าเป็นกิจวัตร จะช่วยให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ และมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองอย่างพอเพียง
2. การรับประทานอาหารเร็วทำให้ทานอาหารเยอะ เพราะร่ายการยังไม่ได้บอกว่าอิ่มเราก็กินเข้าไปเยอะแล้ว ทานอาหารแต่พอดี ไม่มากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดในสมองไม่แข็งตัวซึ่งทำให้เกิดโรคความจำสั้น
3.ไม่สูบบุหรี่ บุหรี่เป็นอีกตัวการสำคัญที่จะไปทำลายเซลล์ของเนื้อสมอง ทำให้เกิดโรคสมองฝ่อได้ง่าย
4. ลดของหวาน การกินของหวานมากไม่เพียงทำให้เกิดโรคอ้วนแล้ว ของหวานมากๆยังไปยับยั้งการดูดกลืนของโปรตีนและสารอาหารที่มีประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารในสมอง
5. หลีกเลี่ยงมลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุด การสูดอากาศที่มีมลภาวะมากเกินไปจะทำให้ ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
6. ควรนอนให้เพียงพอ และไม่นอนคลุมโปง การอดนอนมากๆจะทำให้เซลล์สอมงตาย ส่วนการคลุมโปงจะทำให้ลดออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย
7. ไม่ใช้สมองยามป่วย การฝืนสังขารไม่เป็นผลดี กลับจะทำให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง ส่งผลต่อสมองในระยะยาว
8. บริหารสมองเป็นนิจ คิดในเรื่องสร้างสรรค์ หรือ หัดทำเกมบริหารสมองเป็นต้น
9. พูดคุยสังสรรค์กับผู้คนในหัวข้อที่รื่นรมณ์ เพราะการพูดเป็นตัวแสดงประสิทธิภาพของสมองเนื่องจากต้องขบคิดประเด็นที่จะต่อยอดการสนทนา แต่ถ้าไปพูดเรื่องไม่มีก็อาจทำให้เกิดความเครียสขึ้นได้นั้นเอง
หลักการง่ายๆ ที่ช่วยบำรุงสมองให้มีการออกกำลังสมองอยู่ตลอดเวลานั้นเอง
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554
"แคปซูล" ทำมาจากอะไร
แถมที่น่ากลัวที่สุดคือ "ยาแคปซูล" สีเจ็บทั้งหลายทั้งกลิ่นทั้งสีดูเหมือนพลาสติกมากๆ ใครจะไปกินลง ถ้าเกิดติดคอตายขึ้นมาจะทำยังไง (ตอนเด็กๆ พี่เหมี่ยวโรคจิตมาก เป็น Phobia กลัวยาเม็ดสุดชีวิต T^T) ...เรียกว่ากว่าจะยอมกินยาเม็ดได้เอง ทำเอาคุณแม่ถึงกับเพลียไปพักใหญ่เลยเหมือนกัน
สำหรับเปลือกแคปซูลแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ แบบแข็ง และ แบบนิ่ม ทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันที่วิธีผลิต โดยแคปซูลชนิดแข็งมีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ ตัวแคปซูลและฝาปิด เมื่อบรรจุยาแล้วถึงนำมาเชื่อมต่อกัน พบมากในประเภทยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ สีสันจี๊ดจ๊าดทั้งหลายนั่นล่ะค่ะ) ส่วนแคปซูลแบบนิ่ม เวลาผลิตจะผลิตเปลือกและบรรจุยาไปพร้อมกัน ใช้ในกรณีที่ตัวยาไวต่ออากาศและแสงอย่างมาก เช่น พวกน้ำมันตับปลาและวิตามินต่าง ๆ (แคปซูลแบบนี้จะไม่สามารถแกะออกมาได้เหมือนแคปซูลชนิดแข็งนะคะ) ซึ่งตามมาตรฐานแล้วมีอยู่ 8 ขนาดแล้วทำไมต้องมีแคปซูล ในเมื่อมียาเม็ดอยู่แล้ว? ... สังเกตดูดีๆ สิคะนาแคปซูลส่วนใหญ่จะมีสีสันสดใสและหลากหลาย ก็เพื่อสร้างความแต่ต่างให้ผู้บริโภคสามารถระบุเอกลักษณ์ของยาได้ จึงมีประโยชน์มากในการแยกชนิดของยาโดยการจดจำสี ซึ่งยาทั่วไปมีข้อจำกัดไม่สามารถทำได้ อีกทั้งกระบวนการผลิดยาแคปซูลนั้นสั้นและง่ายกว่ายาเม็ดเพราะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องของแรงอัดและความร้อนที่จะต้องใช้ในการผลิด ไม่เพียงแค่นั้น ปอกหรือเปลือกของแคปซูลยังช่วยการการกลบกลิ่นและรสขมๆ ของตัวยาบางชนิดได้เป็นอย่างดี แต่แคปซูลนั้นจะเหมาะกับการบรรจุยาที่ไม่ทนต่อความร้อนเท่านั้น
จะว่าไปแล้วปลอกหรือเปลือกของแคปซูลนั้นก็เหมือนพาหนะที่จะนำเอาตัวยาไปส่งที่ลำไส้เล็กเพื่อที่ร่างกายจะได้ดูดซึมตัวยาไปใช้งาน ... อ๋อ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เจ้าแคปซูลนี่ก็มีข้อดีอยู่เยอะแยะเหมือนกันนะคะเนี่ย ^^
น้องๆ เคยสงสัยเหมือนพี่เหมี่ยวรึเปล่าคะว่า เจ้าแคปซูลหน้าตาละม้ายคล้ายพลาสติกนั้น มันทำมาจากอะไร แล้วทำไมเราถึงกินเข้าไปได้โดยที่ไม่มีอันตราย ... วันนี้เราไปหาคำตอบพร้อมๆ กันดีกว่าค่ะ
... แคปซูล จะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือส่วนของตัวยา และเปลือกหรือปลอกแคปซูลที่ใช้บรรจุยา ซึ่งเปลือกหรือปลอกแคปซูลนั้นส่วนใหญ่แล้วทำมาจากเจลาตินและน้ำค่ะ โดยวิธีการผลิตนั้นทำโดยการแปรรูปคอลลาเจนที่มีอยู่ในผิวหนังและกระดูกสัตว์ เช่น วัว หมู โดยเปลือกนี้จะสามารถละลายได้ที่อุณหภูมิของร่างกายของเราค่ะ
วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554
แฟนคลับร่วมใจบริจาคเงิน 20 ล้านวอน ฉลองวันเกิด 23 ปี ให้ “G-Dragon” !
ในวันนี้ (18 สิงหาคม) แฟนคลับจีดราก้อนหนึ่งในสมาชิกวงบิ๊กแบงร่วมใจกันบริจาคเงินเป็นจำนวน 20 ล้านวอน หรือราวๆ สองหมื่นเหรียญ ให้กับโรงพยาบาลเด็กในกรุงโซล เพื่อเป็นการฉลองวันเกิดครบรอบ 23 ปี ให้กับนักร้องหนุ่ม
ซึ่งเงินถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 12 ล้านวอน ถูกบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคที่รักษาได้ยาก กับอีก 8 ล้านวอน ให้กับเด็กที่ต้องต่อสู้กับโรคหัวใจและโรคน้ำคั่งในสมอง
“เป็นเพราะว่าจีดราก้อนปฏิเสธที่จะรับของขวัญ พวกเราก็เลยร่วมกันนำเงินไปบริจาคให้เด็กๆแทน และพวกเราก็เชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่จีดราก้อนอยากจะสื่อกับเรา” แฟนคลับกล่าวในเว็บแฟนไซต์
และนอกจากนี้ แร็ปเปอร์จากอเมริกาอย่าง Flo Rida ยังได้ทวิตข้อความอวยพรวันเกิดให้กับเขาด้วยว่า “สุขสันต์วันเกิดนะ GD” ซึ่งแต่เดิมทั้งสองเคยมีเหตุพิพากกันเมื่อปีที่แล้ว เกี่ยวกับการก็อปปี้เพลง โดยมีการตั้งข้อสงสัยว่า เพลง Heartbreaker ได้ก็อปปี้มาจากซิงเกิ้ลสุดฮิตของ Flo Rida อย่างเพลง Right Round
ซึ่งทำให้แฟนๆประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะคู่กรณีไม่น่าจะมาอวยพรกันแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรทางทีมงานก็ขอร่วมอวยพรวันเกิดให้กับจีดราก้อนด้วย ขอให้มีความสุขมากๆ และมีผลงานดีๆออกมาให้เราได้ฟังไปอีกนานๆนะจ๊ะ
ซึ่งเงินถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 12 ล้านวอน ถูกบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคที่รักษาได้ยาก กับอีก 8 ล้านวอน ให้กับเด็กที่ต้องต่อสู้กับโรคหัวใจและโรคน้ำคั่งในสมอง
“เป็นเพราะว่าจีดราก้อนปฏิเสธที่จะรับของขวัญ พวกเราก็เลยร่วมกันนำเงินไปบริจาคให้เด็กๆแทน และพวกเราก็เชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่จีดราก้อนอยากจะสื่อกับเรา” แฟนคลับกล่าวในเว็บแฟนไซต์
และนอกจากนี้ แร็ปเปอร์จากอเมริกาอย่าง Flo Rida ยังได้ทวิตข้อความอวยพรวันเกิดให้กับเขาด้วยว่า “สุขสันต์วันเกิดนะ GD” ซึ่งแต่เดิมทั้งสองเคยมีเหตุพิพากกันเมื่อปีที่แล้ว เกี่ยวกับการก็อปปี้เพลง โดยมีการตั้งข้อสงสัยว่า เพลง Heartbreaker ได้ก็อปปี้มาจากซิงเกิ้ลสุดฮิตของ Flo Rida อย่างเพลง Right Round
ซึ่งทำให้แฟนๆประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะคู่กรณีไม่น่าจะมาอวยพรกันแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรทางทีมงานก็ขอร่วมอวยพรวันเกิดให้กับจีดราก้อนด้วย ขอให้มีความสุขมากๆ และมีผลงานดีๆออกมาให้เราได้ฟังไปอีกนานๆนะจ๊ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




